อุกรี๊ด ว่างจากสอบขอกรูบ้าบอหน่อยเหอะน่า 55555
ก่อนอื่นเริ่มด้วยความมีสาระ(อ่าว)... เพราะเราเพิ่งโดนattackด้วยสาระนานาประการเพื่อเด็กมหาลัยจากหลายๆบลอคนะเคอะ
 
คือเอนทรี่นี้เราตั้งใจจะเรียบเรียงว่าเราเรียนอะไรอะ หลังจากที่ตัวเองเองก็งงอยู่นานว่าตกลงกรูเลือกมาทางไหนวะเนี่ย 5555 แล้วก็อยากให้คนที่เพิ่งเข้าหมอปีนี้ได้รู้ว่า... หนทางนี้ก็มีนะเหวย(ว่าแต่น้องพวกนั้นที่เข้ามาอ่านบลอคกรูจะมีหรอฟระ  ยิ่งร้างๆอยู่ ...เอาเหอะ)
 
แปะเพลงก่อน ...อารมณ์ไม่ให้กะเนื้อเรื่องซักกะนิด เอาเป็นว่าไว้แก้เวียนหัวจากเนื้อหาละกันนะเคอะ

Byakkoya_no_musume_Vocaloid_-_Kaito.mp3 - Vocaloid Kaito

โครงการนี้ก็คือ PhD-MD ค่ะ ...พิมพ์ไม่ผิดนะ PhD-MD มิใช่ MD-PhD เน้อ ความต่างของลำดับก่อนหลังก็คือลำดับที่จบนั่นเองนะเคอะ  ถ้าจบตามโครงการนี้จริงๆก็ได้ปริญญา 3 ใบค่ะ ...me//เอาไปทำไรเยอะขนาดนั้น = = *ล้มโต๊ะ*
เวบไซต์โครงการ... ณ ที่นี้คือของม. มหิดล ได้แก่ ศิริราช รามา แล้วก็วชิรพยาบาลนะคะ ของที่อื่นไม่รู้มีรึเปล่า 555


การเรียนก็.. 3 ปีแรกคุณจะหลั่นล้าอยู่กะเพื่อนๆในคณะ ปี 1 ก็เรียนวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่ศาลายา ปี2กะ3ก็เรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ antomy physiology pathology บลาๆๆ เอาตัวรอดกันไป
พอปี 4 เท่านั้นแหละ เพื่อนๆเริ่มขึ้นวอร์ดกัน เริ่มเอาวิชาที่เรียนไปประยุกต์ แล้วก็ลืมส่วนที่ไม่ใช้ซะให้หมด.. ส่วนเราก็จะยังหลั่นล้า(รึเปล่า) กับวิชาทางวิทย์ต่อไป จะว่าเหมือนพลัดพรากจากเพื่อนมันก็ใช่ แต่เราก็ยังอยู่หอเดียวกับเพื่อนๆได้อยู่นา แล้วก็การขึ้นวอร์ดจริงๆแล้วมันก็ทำให้กลุ่มแตกดีๆนี่เอง  เพราะแต่ละคนจะว่างไม่ตรงกัน เจอกันคุยกันจริงๆก็ตอนเย็นน่ะเเล
 
ปี4 เราจะเก็บหน่วยกิตให้ครบแล้วจะจบตรีวิทยาศาสตร์การแพทย์ค่ะ เพราะว่าถ้าจะขึ้น PhD (ปริญญาเอก) จริงๆ ยังไงก็ต้องจบตรีก่อนนะเอ้อ

ก๊อปมาซะงั้น.. บลอคเบี้ยวอีก orz
(ฮอตลิ้งค์เลยด้วย กร๊ากกกก เลว 5555)

ไอ้ลูกศร BSc นั่นแล เทอมแรกก็เก็บหน่วยกิต เทอมหลังก็ Senior Project ...จบปี4 ได้มา 1 ใบปริญญา

หลังจากนั้นก็สมัครปริญญาเอกเลย โทไม่ต้องผ่าน ....ทำไมอะ... ไม่รู้เหมือนกัน 55555 แต่ยังไงก็ต้องสอบผ่าน qualification test ช่วงที่เรียนเอกอยู่นั่นล่ะนะ
ช่วงปริญญาเอกนี่เราไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ เพราะยังไม่ได้เรียน อยากรู้นี่เลย คนละสายแต่ก็ใช้แทนกันได้ล่ะน่า
พอจบเอก ...ซึ่งใช้กี่ปีก็ไม่รู้ ปกติก็ 5 ...ผิดปกติ(เก่งเกิน)ก็ 3 <-- ทำได้ไงฟระ -*- ...แบบเรื่อยๆก็ 8 = maximum ...ก็จะได้ปริญญามาอีกใบ

ทีนี้ก็จะถึงทางเลือกอะเกนนน ว่าจะต่อหมอรึไม่ต่อ ไม่ต่อก็ลาออกซร้าา มีปริญญา 2 ใบแล้วนิ.. ต่อก็มาขึ้นวอร์ดกับรุ่นน้องที่สังกัดเดิมเลย เรียนอีกแค่ 3 ปีเท่านั้นคุณก็จะได้ M.D. มาอีกใบ ...แต่เหมือนจะเป็น 3 ปีอันหนักหนาสาหัสอยู่นะ 555
 
ขึ้นวอร์ดกับรุ่นน้อง --> แล้วรุ่นน้องจะมองเรายังไงล่ะ... ปีเรานี่ก็มีพี่ PhD-MD มาเรียนกะเพื่อนๆเราถึง 3 คนนะคะ เรื่องแก่นี่คงช่วยไม่ได้ กร๊ากกก แต่จากที่ถามดูเพื่อนๆดูจะตั้งความหวังกับพี่ๆไว้สูงซะเหลือเกิน.. แบบว่า จบเอกมาได้นี่วอร์ดชิวๆอยู่แล้ว รึ ความรู้คงจะเยอะสินะ บลาๆ... orz เพื่อนๆคะ พี่เค้าห่างหายจากความเป็นหมอไป 5 ปี ยังไงๆก็รู้สู้คนเพิ่งเรียนไม่ได้หรอกเน้อ
แต่ก็นะ น้องไม่กัดหรอก ทำความรู้จักกันไปเด๋วก็สนิทเองจ้ะ ยังไงก็ต้องอยู่วอร์ดด้วยกันขึ้นเวรด้วยกันอยู่เเล้วนิ <--อันนี้ผู้มีประสบการณ์ที่ศิริราชบอกมาจ้ะ

หลังจากผ่าน 3 ปีมาได้เราก็ได้ปริญญา 3 ใบแล้วสินะ!! เอาไปทำไรต่อดี ...ข้อดีของโครงการนี้ก็คือ... เค้าจะสร้างคุณให้เป็นหมอวิจัย!! คืออะไร (เราแปล)ก็แปลว่าหมอที่มีพื้นฐานความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์อะสิ หรือว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ของหมอก็ได้นะ 5555
ที่ชื่อโครงการมันบอกว่าโครงการผลิตอาจารย์แพทย์ก็เพราะอาจารย์แพทย์ส่วนใหญ่ก็ต้องวิจัยไง แต่เค้าก็ไม่ได้รับประกันการรับเข้าเป็นอาจารย์หรืออะไรนะ ก็แค่ออกทุนให้เรียนปริญญาเอกที่มหิดลแบบฟรีๆ + ทุนไปดูงานตปท.ได้ 6 เดือน + เงินเดือน 5000 ทุกเดือน... ทั้งหมดนี่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆนะจ๊ะ โอ้วว้าว ...ประมาณว่าจบแล้วจะทำอะไรก็ไปเหอะ 5555


สรุปข้อดีข้อเสีย... (พิมพ์มานี่รู้สึกกรูโคดปลูกผักบุ้งลอยโหรงเหรงเลยฟร่ะ 5555)
 
ข้อดี
- มันฟรี... มีเงินเดือนด้วย (เอาไว้ข้อแรกเลย 5555 ส่อสันดานมากๆ )
- ได้ปริญญาเอกโดยไม่ต้องผ่านโท = ประหยัดเวลา แล้วถ้าเกิดจบแล้วมหาลัยรับเข้าทำงานเป็นอาจารย์ (จะอาจารย์คณะวิทย์รึของรพ.ก็ได้น่ะ) ก็อาจสามารถนับเวลาที่ทำงานเป็นอ.เป็นเวลาใช้ทุนได้ ตอนใช้ทุนหลังเรียนจบก็ไม่ต้องยาวนานเหมือนชาวบ้านเขา  = ประหยัดเวลาไปอีกกระติ๊ดนึง อืมมม
- ได้ฝึกวิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น แบบว่ากว่าจะจบนี่คงฝังเข้ากระแสเลือด
- จบมาหางานง่ายกว่า...มั้ง ก็มันเรียน PhD มาครบแล้วนิ ก็ไม่ต้องส่งเสียต่อมากมายนัก...มั้ง (5555 ก็ไม่ใช่ผู้บริหารนิ) แต่รู้แน่ๆว่า จะสมัครเป็นหมอก็มีปริญญา PhD ไว้หนุน จะสมัครเป็นอ. ก็มี MD หนุนล่ะน่า ห้าห้าห้า

ข้อเสีย
- แก่ กว่าจะจบนี่ 30 ถามหานะคะ
- พลัดพรากจากเพื่อนพ้องที่จะจบไปก่อนเราถึง 5 ปีด้วยกัน ถึงตอนนั้นคงแอบเฟล 55555
- ประสบการณ์ในความเป็นหมอจะน้อยกว่า..มั้งนะ แล้วแต่คนอะ แต่สำหรับเรานี่..ที่..เอ่อ แอนตี้ความเป็นหมอ แต่มิได้เกลียดหมอนะเคอะ อะนะ เราไม่ค่อยสนส่วนนี้เท่าไหร่แฮะ 55555
ก็แล้วแต่ใครจะให้ความสำคัญตรงไหนมากกว่าละกันนะ เราว่ามันดีกะเสียพอๆกันอะจ้ะ แต่ถ้าใครคิดจะต่อ PhD อยู่แล้วก็แนะนำนะเคอะ


จบแล้ววววว โอย เวียนหัว นานๆทีจะพยายามทำตัวพูดรู้เรื่อง... ไม่รู้จะประสบความสำเร็จมั้ยนิ ผู้ใดสนใจ จะถามก็ได้นะคะ เราอยากให้มีคนเรียนเยอะๆแต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะยอมจากเพื่อน/ยอมจบช้า 5 ปีสักเท่าไหร่ orz

 
ว่าจะTAGศาสตร์ต่อ.... ไม่ไหวละเหนื่อย 5555 รอบหน้าละกัน อุฮิ ..ช่วงนี้ว๊างว่าง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กูหิวข้าว เดี๋ยวมาอ่านนะ เมิงไปอ่านบลอคลมิ้นด้วย

#1 By กิ๊ก (124.122.167.174) on 2009-03-16 00:31

อืมนะ แกเล่าหมดแล้วนี่หว่า 555+

#2 By ก้า (124.122.167.174) on 2009-03-16 02:23

^
ก็ใช่น่ะสิ.. หมู่นี้เพื่อนถามเยอะ-*- เลยเรียบเรียงมันสักนิดก็ดี 5555

บลอคเจ๊ลู!! wink กุว่าจะอ่านหลังสอบลืมไปเลย =w=

#3 By xi on 2009-03-16 22:21

เคยอ่านการ์ตูนเรื่อง "คุณหมอโนงูจิ"
เรื่องจริงของหมอที่สูญเสียความสามารถรับรู้ของเส้นประสาทมือ
ไม่สามารถอ่านชีพจรคนไข้ได้(การแพทย์แบบญีปุ่นน่ะ)

ก็เลยผันตัวเองเป็น "หมอนักวิจัย"
เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาอเมริกาหรือยุโรปน่ะไม่แน่ใจเพื่อทำวิจัย
วิจัยเซรุ่ม วิจัยยาต้านไข้เหลือง
ลองหาอ่านดู เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจครับ

#4 By Eddalion on 2009-03-18 00:29